Member Log in สมัครสมาชิก
Login
Password
Forgot Password
New Member Register
โปรแกรมค้นหาคำในพระคัมภีร์ Search by Scriptures
Search by Scripture..Eng!
經 文 查 尋 ... Chi!
อ่าน พระคัมภีร์ Read Bible Online!
New Testament
พันธสัญญาใหม่
聖經 Online!
อ่าน บทเรียนชีวิต Read Life Study Online!
Life Study of the Bible
บทเรียนชีวิต เยเนซิศ
生命讀經
อ่าน หนังสือฝ่ายวิญญาณ Read Online!
วอชแมน นี Books by Watchman Nee...Eng!
วิทเนส ลี Books by Witness Lee...Eng!
ชีวิตคริสเตียนที่ปกติ
พระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่ง
สิบสองตระกร้า
ประสบการณ์พระคริสต์
ทำความรู้จักกับชีวิต
ฟังการกระจายเสียง Boardcast
หนังสือบทเรียนชีวิต - อังกฤษ Life Study of the Bible
ข้อพระคัมภีร์ Scripture Readings
บทเพลงสรรเสริญ Hymns
Englsih/ ฟังบทเพลงอังกฤษ
English/ ซื้อบทเพลงอังกฤษ
Chinese / ซื้อบทเพลงจีน
Thai / ไทย
กิตติคุณ 福音
Falsely Accused
The Silent Question
ความหวังที่มีชีวิตนิรันดร์
ภัยพิบัติ สึนามิ
ความลี้ลับแห่งชีวิตมนุษย์
福音故事
福音單張
有神
人生的意義
到底有沒有神
Our Greatest Treasure
ศาสนาใดถูกต้อง? ศาสนาอะไรดีที่สุด
ไม่มีทุกข์ใดบนโลกนี้ที่สวรรค์ไม่อาจเยียวยาได้
What Touch God
พระเจ้ามีจริง? / คุณพิสูจน์ได้หรือว่าพระเจ้ามีจริง? / พระเจ้ามีจริงหรือ?
ศาสนาใดถูกต้อง?
มนุษย์คืออะไร,มนุษย์คือใคร,มนุษย์มาจากไหน,ใครสร้างมนุษย์
มีพระเจ้า
The Mystery of Human Life
ศูนย์ฝึกฝนเต็มเวลา:วัยกลางคน Middle-Age Training Center
ไต้หวัน / Taiwan
อเมริกา / USA
ศูนย์ฝึกฝนเต็มเวลา Full-Time Training Center
1989 USA
2005 Japan
1992 Russia
1993 New Zealand
1986 Taiwan
1997 England
1985 Philippines
2003 Hong Kong
2002 Mexico
2000 Malaysia
1999 Thailand
1995 Indonesia
1996 Korea
PDA / Pocket PC
Holy Bible
isilo
Bible / Hymns พิมพ์ PDA
有聲書/ หนังสือมีเสียง
ซื้อCD หนังสือมีเสียง-จีน Chinese
สมัครรับ eMANNA
Korean / เกาหลี
English / อังกฤษ
Thai / ภาษาไทย
Chinese / จีน
โครงร่าง Outline 綱 要
Chinese / 綱要 / จีน
English / อังกฤษ
Gospel Book Room / ห้องสมุดกิตติคุณ
Thailand / ไทย
Korea / เกาหลี
Japan / ญี่ปุ่น
Taiwan / ไต้หวัน
The Gospel Bookroom Thailand
Other Links
www.lsmchinese.org
www.ministrybooks.org
online.recoveryversion.org
www.livingstream.com
www.lsmkorean.org
www.lsm.org/
http://www.cgdepot.org
www.lastadam.com
www.churchhistories.org
Christians on Campus
www.christianwebsites.org
Local churches
www.lsm.org/espanol
สาระความรู้
อัตราแลกเปลี่ยนเงิน
Dictionary online
ดิกชั่นนารี่ออนไลน์

เล่มที่ 1 / บทที่ 1 / พระคัมภีร์

แบบเรียนหลักความจริงเล่มที่   1

ตอนที่ 1 พระคัมภีร์

 โครงร่าง

1.   ที่มาของพระคัมภีร์

(1)   พระคัมภีร์เป็นลมปราณของพระเจ้า      (2ตธ.3:16)

(2)   พระคัมภีร์เป็นมาโดยการที่พระวิญญาณดลใจมนุษย์ แล้วกล่าวออกมาจากพระเจ้า (2ปต.1:20–21)

(3)   พระคัมภีร์คือพระคำที่พระเจ้าได้ตรัสทางบรรดา

ศาสดาพยากรณ์และทางพระบุตรของพระองค์ (ฮร.1:1–2)

(4)   พระคัมภีร์คือการเปิดเผยของพระวิญญาณ  (ยฮ.16:13)

2.   การใช้งานของพระคัมภีร์

(1)               เป็นพยานให้กับองค์พระเยซู    (ยฮ.5:39)

(2)               กระทำให้มีปัญญาถึงความรอด(2ตธ.3:15)

(3)               ทำให้ได้รับการบังเกิดใหม่        (1ปต.1:23)

(4)               เป็นน้ำนมฝ่ายวิญญาณของผู้เชื่อ (1ปต.2:2)

(5)               เป็นขนมปังแห่งชีวิตของผู้เชื่อ   (มธ.4:4)

(6)               กระทำให้ผู้เชื่อสำเร็จครบถ้วน  (2ตธ.3:16–17)

3.   ผู้เขียน  สถานที่และเวลาที่เขียนพระคัมภีร์

(1)               พันธสัญญาเดิม

(2)               พันธสัญญาใหม่

(3)               เวลาของการเขียน

4.   การสำเร็จครบถ้วนของพระคัมภีร์ — การกำหนดชี้ขาดแห่งอิทธิพลของพระคัมภีร์

(1)               พันธสัญญาเดิม

          .  หนังสือ 5 เล่มของโมเซ

          .  เล่มอื่นๆ

(2)               พันธสัญญาใหม่

          .  หนังสือกิตติคุณ

          .  เล่มอื่นๆ

 

 หลังจากที่ได้รับความรอด  ถ้าเราต้องการได้รับการเลี้ยงดูฝ่ายวิญญาณ  เราจะไม่รู้จักพระคัมภีร์นั้นไม่ได้เป็นเวลากว่า 2 พันปีมาแล้ว  คริสเตียนมากมายต่างยอมรับถึงเรื่องหนึ่ง  ก็คือไม่มีสักคนหนึ่งที่ไม่รู้จักพระคัมภีร์แล้วจะสามารถรู้จักองค์พระผู้เป็นเจ้าให้ดีได้มรดกฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าให้กับเรา  ด้านหนึ่งก็คือพระวิญญาณที่มองไม่เห็น  อีกด้านหนึ่งก็คือพระคัมภีร์ที่มองเห็น  ด้านหนึ่งคือพระวิญญาณอยู่ภายในของเรา อีกด้านหนึ่งก็คือพระคัมภีร์อยู่ภายนอกของเรา  คริสเตียนที่เที่ยงแท้คนหนึ่งควรจะมีความสมดุลอย่างเที่ยงตรงต่อทั้ง 2 ด้านนี้  ถ้าหากเพียงมีพระวิญญาณภายใน  แต่ไม่มีพระคัมภีร์ภายนอก เราก็จะผิดพลาดได้ง่ายดาย  ถ้าหากมีเพียงพระคัมภีร์ทางภายนอก  แต่ขาดพระวิญญาณภายในเราก็จะตกอยู่ในสภาพที่ตายด้านอย่างยิ่ง  ซึ่งไม่มีแม้กระทั่งลมหายใจ  ไม่มีชีวิตชีวา

คริสเตียนนั้นเปรียบเหมือนรถไฟขบวนหนึ่ง  ภายในจำต้องมีแรงผลักดัน  ภายนอกก็ต้องมีราง เมื่อประกอบเข้าทั้งภายนอกและภายในทั้งสองด้านนี้แล้ว  รถไฟขบวนนี้จึงสามารถเคลื่อนที่ได้  และก็จะแล่นไปได้อย่างดี     พระวิญญาณอยู่ภายในเราและพระคัมภีร์อยู่ภายนอกของเราพอดิบพอดีเช่นนี้แหละ  ถ้าหากภายในของท่านเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณและภายนอกก็รู้จักพระคัมภีร์  เมื่อเป็นเช่นนี้คริสเตียนอย่างท่านก็จะต้องมีชีวิตชีวาอย่างแน่นอน   และก็จะมั่นคงด้วย  สามารถโลดแล่นแต่ก็เที่ยงตรง  ท่านก็จะมีชีวิตชีวาและก็มั่นคง  โลดแล่นและเป็นคริสเตียนที่เที่ยงตรง

 

1. ที่มาของพระคัมภีร์

(1)  พระคัมภีร์เป็นลมปราณของพระเจ้า (2ตธ.3:16)

พระคัมภีร์เป็นลมปราณของพระเจ้า  ประการนี้บอกแก่เราว่าพระคัมภีร์นั้นไม่ได้เป็นมาจากความคิดของมนุษย์   ไม่ได้มาจากจินตนาการของมนุษย์   แต่พระเจ้าได้นำเอาน้ำพระทัยของพระองค์  ใช้พระคำโดยอาศัยพระวิญญาณของพระองค์ระบายลมปราณเข้าสู่ภายในคนที่เขียนพระคัมภีร์  แล้วจากภายในของเขาเหล่านั้นระบายออกมาอีกครั้งหนึ่ง  ดังนั้นภายในพระคัมภีร์จึงมีส่วนสภาพของพระเจ้า และก็มีรสชาติของพระเจ้า  ความชื่นชมยินดีอันยิ่งใหญ่ของคริสเตียนนั้น  หรืออาจกล่าวได้ว่าความสุขอันยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือทุกวันสามารถอาศัยพระคำที่พระเจ้าทรงระบายออกมาสัมผัสกับพระเจ้าเอง  ลิ้มรสถึงพระเจ้าพระองค์เอง                                                          

(2)  พระคัมภีร์นั้นอาศัยพระวิญญาณทรงดลใจมนุษย์แล้วกล่าวออกมาจากพระเจ้า (2ปต.1:20–21)

ในเมื่อพระคัมภีร์เป็นมาโดยพระเจ้าอาศัยพระวิญญาณนำเอาพระคำของพระองค์ระบายออกมาจากภายในมนุษย์ดังนั้นถ้อยคำของพระคัมภีร์จึงไม่ได้ออกมาจากความคิดของมนุษย์อย่างแน่นอน  แต่ทว่ามนุษย์ได้รับการดลใจของพระวิญญาณแล้วกล่าวออกมาจากพระเจ้า  ถ้อยคำนี้มีความหมายหนักแน่น 2 ประการ 

ประการที่ 1 คือพระวิญญาณทรงดลใจมนุษย์ 

ประการที่ 2 คือพูดออกมาจากพระเจ้า 

 

ในภาษากรีกซึ่งเป็นภาษาเดิม  ความหมายของพระวิญญาณดลใจ ก็เหมือนกับเรือใบได้รับแรงลมจึงแล่นไปได้  ในวันเวลาเหล่านั้นผู้เขียนพระคัมภีร์ได้รับการดลใจจากพระวิญญาณของพระเจ้า  เขาเหล่านั้นอยู่ภายใต้ฤทธิ์ของพระวิญญาณ  พระวิญญาณก็ทรงพัด  นำพาและตรัสถ้อยคำของพระเจ้าออกมาและเขาเหล่านั้นได้กล่าว ซึ่งเป็นการตรัสออกมาจากภายในของพระเจ้าก็คือพระวิญญาณของพระเจ้าทรงดลใจให้มนุษย์กล่าว  และก็คือมนุษย์ได้พูดออกมาจากภายในของพระเจ้า หรือกล่าวอีกได้ว่า พระเจ้าอาศัยปากของมนุษย์ นำเอาพระดำรัสของพระองค์เองตรัสออกมาจากภายในของมนุษย์                                       

2 ซามูเอล 23:2 กล่าวว่า “พระวิญญาณของพระยะโฮวาตรัสแก่ข้าพเจ้าและพระดำรัสของพระองค์อยู่ที่ลิ้นของข้าพเจ้า”   นี่เป็นถ้อยคำของดาวิด เขาได้บอกแก่เราว่า ถ้อยคำที่เขากล่าวพระวิญญาณของพระเจ้าได้อาศัยเขากล่าวและพระดำรัสของพระเจ้าอยู่ที่ลิ้นของเขา ไม่เพียงแต่พระวิญญาณอาศัยเขากล่าว และถ้อยคำของพระเจ้าอยู่ที่ลิ้นของเขา ถ้อยคำของพระเจ้านั้นกล่าวออกมาจากปากของเขา นี่คือพระคัมภีร์

 

 (3)  พระคัมภีร์คือพระคำที่พระเจ้าได้ตรัสทางบรรดาศาสดาพยากรณ์และทางพระบุตรของพระองค์ (ฮร.1:1–2)

พันธสัญญาเดิมคือถ้อยคำที่พระเจ้าตรัสทางพวกศาสดาพยากรณ์  ส่วนพันธสัญญาใหม่นั้นคือถ้อยคำที่พระเจ้าได้ตรัสทางพระบุตร  คือพระเยซูคริสต์ของเรา ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นพันธสัญญาเดิม  ถ้อยคำที่บรรดาศาสดาพยากรณ์กล่าวไว้หรือจะเป็นถ้อยคำที่องค์พระเยซูตรัสไว้ในพันธสัญญาใหม่ ล้วนแต่เป็นพระคำที่พระเจ้าตรัสทั้งสิ้นและก็ออกมาจากพระเจ้าทั้งหมด

(4)  พระคัมภีร์คือการเปิดเผยของพระวิญญาณ (ยฮ.16:13)

โยฮัน 16:13  กล่าวว่า  “แต่เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงมาแล้ว  พระองค์จะนำท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทุกอย่าง เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพระองค์เอง  แต่พระองค์ได้ยินสิ่งใด  จะตรัสสิ่งนั้นและจะแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้สิ่งเหล่านั้นซึ่งจะเกิดขึ้น”  คำพูดที่นี่เป็นหลักฐานยืนยันว่า  หลังจากที่พระวิญญาณได้เสด็จลงมา  ทุกสิ่งที่พวกสาวกได้พูดได้เขียนไว้  ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ “พระวิญญาณได้ทรงแจ้ง”แก่พวกเขา  ดังนั้นถ้อยคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่นี้ก็เป็นการยืนยัน  ภายหลังจากที่พระองค์เสด็จสู่สวรรค์  หนังสือในพันธสัญญาใหม่ทุกเล่มที่พวกสาวกของพระองค์เขียนไว้ล้วนแต่เป็นมาจากการเปิดเผยของพระวิญญาณ  และก็มีสิทธิอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งพระองค์ทรงยอมรับ

ดังนั้นพระคัมภีร์จึงเป็นถ้อยคำที่พระเจ้าได้สั่งให้มนุษย์เขียนขึ้น (อซด.34:27)  และเป็นถ้อยคำที่พระวิญญาณได้อาศัยมนุษย์กล่าวคือถ้อยคำที่พระเจ้าอาศัยปากมนุษย์กล่าวออกมา (อซด.23:2)  และเป็นถ้อยคำที่พระวิญญาณได้ดลใจมนุษย์นั้นพูดออกมา (มก.12:36) พันธสัญญาเดิมคือถ้อยคำที่พระเจ้าได้ตรัสสั่งศาสดาพยากรณ์ให้กล่าวออกมา (ยรม.1:7) คือถ้อยคำของพระเจ้าที่มาถึงศาสดาพยากรณ์ (ยอค.1:3) เป็นถ้อยคำที่พระวิญญาณของพระเจ้าตรัสทางบรรดาศาสดาพยากรณ์ (ซคย.7:7;  กจ.3:18;  28:25;  รม.1:2;  1ปต.1:10–12)  พันธสัญญาใหม่มีบางแห่งนั้นคือถ้อยคำที่พระเจ้าได้ตรัสทางพระเยซูคริสต์(ยฮ.14:10)และบางแห่งเป็นถ้อยคำที่พระวิญญาณได้ชี้แจงสั่งสอนแก่พวกเหล่าอัครฑูตเขียนให้เขียนขึ้น (1กธ.2:13)  พระวิญญาณได้ชี้แนะอัครฑูตเขียนถ้อยคำก็เหมือนกับพระคัมภีร์ของพันธสัญญาเดิมมีความศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกัน (2ปต.3:15–16) ดังนั้นพระคัมภีร์ทั้งเล่มล้วนออกมาจากคำตรัสของพระเจ้า  ทุกคำทุกวลี  ทุกจุดทุกขีด (มธ.5:18) ต่างก็เป็นการเขียนของพระเจ้าทั้งสิ้น  ซึ่งมนุษย์ไม่อาจจะเพิ่มเติมและก็ไม่อาจจะตัดทอนได้ (วว.22:18–19)

2.   การใช้งานของพระคัมภีร์

(1)  เป็นพยานถึงองค์พระเยซู (ยฮ.5:39)

การใช้งานประการแรกของพระคัมภีร์คือเป็นพยานให้กับองค์พระเยซู  องค์พระเยซูทรงเป็นหัวข้อของพระคัมภีร์  เป็นเนื้อหาของพระคัมภีร์  พระคัมภีร์เป็นการอธิบายองค์พระเยซู  เป็นการแสดงถึงองค์พระเยซู  พระเยซูทรงเป็นพระวาทะอันมีชีวิตของพระเจ้า  พระคัมภีร์เป็นถ้อยคำที่พระเจ้าได้เขียนไว้  ถ้อยคำที่พระคัมภีร์ได้เขียนไว้ ถ้าหากไม่มีพระเยซูซึ่งทรงพระชนม์อยู่คือพระวาทะเป็นความจริงแล้ว  พระคัมภีร์เป็นแต่เพียงหลักธรรมที่ว่างเปล่าเท่านั้น  เป็นตัวอักษรอนิจจัง   พระเยซูผู้ทรงเป็นพระวาทะทรงมีชีวิต ถ้าหากไม่มีพระคัมภีร์ที่เขียนไว้มาสำแดงแล้ว ตัวของพระเยซูเองก็คงจะเป็นที่ยากแก่การเข้าใจและก็ยากแก่การสัมผัส  แต่เมื่อมีพระคัมภีร์ซึ่งได้กล่าวอธิบายไว้อย่างชัดเจนแน่นอนเช่นนี้   เป็นการเปิดเผยที่ให้เข้าใจ พระเยซูจึงสามารถให้ผู้คนได้รู้จักในทางด้านของรูปธรรม  และก็เป็นที่ให้ผู้คนเข้าใจได้  ไม่เพียงแต่หนังสือแต่ละเล่มของพันธสัญญาใหม่ซึ่งได้เปิดเผยถึงพระเยซู แม้กระทั่งพันธสัญญาเดิมในแต่ละตอนไม่ว่าจะเป็น  (1) กฎบัญญัติของโมเซ (2) หนังสือของศาสดาพยากรณ์  หรือ (3) บทเพลงสรรเสริญ (พันธสัญญาเดิมแบ่งออกได้เป็น 3 หมวดใหญ่นี้) ต่างก็เป็นพยานให้กับพระเยซูทั้งสิ้นได้พูดถึงพระเยซู  ดังนั้นหากเราต้องการรู้จักพระเยซูก็ต้องอ่านพระคัมภีร์  จะต้องเข้าใจพระคัมภีร์

(2)  กระทำให้มีปัญญาถึงความรอด (2ตธ.3:15)

การใช้งานของพระคัมภีร์ด้านหนึ่งเพื่อพระเยซู   ด้านหนึ่งก็เพื่อเราทั้งหลาย ด้านหนึ่งเป็นพยานให้แก่พระเยซู   ด้านหนึ่งให้เราสามารถยืนหยัดมั่นคงในการได้รับพระคุณ  ในด้านสำหรับเรานั้น   การใช้งานของพระคัมภีร์ประการแรกคือให้เรามีปัญญาถึงความรอด  นำเอาการช่วยให้รอดซึ่งมีอยู่ในพระคริสต์ของพระเจ้า  และขั้นตอนแห่งการที่มนุษย์เชื่อแล้วได้รับความรอดเปิดเผยแก่เรา  ทำให้เราได้รู้ถึงหนทางแห่งการรับพระคุณและเข้าใจถึงวิธีการของการรับความรอด

(3)  กระทำให้บังเกิดใหม่ (1 ปต.1:23)

การใช้งานซึ่งเป็นด้านรูปธรรมขั้นแรกของพระคัมภีร์ในตัวของเราก็คือให้เราได้รับการบังเกิดใหม่   พระคัมภีร์เป็นถ้อยคำอันมีชีวิตของพระเจ้า  ภายในได้ครอบคลุมถึงชีวิตของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่  ขณะที่เราใช้ความเชื่อต้อนรับถ้อยคำของพระคัมภีร์เข้าสู่ภายใน  ถ้อยคำของพระคัมภีร์ก็เหมือนกับเมล็ดแห่งชีวิตได้หว่านเข้าไปภายในของเรา  นำเอาชีวิตของพระเจ้าปลูกอยู่ภายในของเรากระทำให้เรามีชีวิตของพระเจ้าและได้รับการบังเกิดใหม่

(4)  เป็นน้ำนมฝ่ายวิญญาณของผู้เชื่อ (1ปต. 2:2)

ขณะที่เราได้รับพระคุณใหม่ๆนั้น  เกี่ยวกับเรื่องราวฝ่ายวิญญาณซึ่งเราก็ไม่ค่อยรู้หรือเข้าใจถี่ถ้วนนัก  ถ้อยคำของพระคัมภีร์ก็เหมือนกับน้ำนมสามารถบำรุงเลี้ยงเรา  กระทำให้เราค่อยๆจำเริญขึ้นในด้านชีวิตฝ่ายวิญญาณ  ดังนั้นผู้เชื่อที่ได้รับการบังเกิดใหม่ในช่วงแรกนั้นจำต้องรักปรารถนาถ้อยคำของพระคัมภีร์ “ดั่งทารกแรกเกิดจงปรารถนาน้ำนมอันบริสุทธิ์แห่งพระคำ...” ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว ชีวิตฝ่ายวิญญาณของเขาจะไม่มีการเจริญเติบโตและจะเป็น “ทารกในพระคริสต์” อยู่ตลอดเวลา (1กธ.3:1–2)

(5)  เป็นขนมปังแห่งชีวิตของผู้เชื่อ (มธ.4:4)

เราควรจะต้องนำเอาถ้อยคำของพระคัมภีร์กินลงไปเหมือนเป็นอาหาร (ยรม.15:16) แม้กระทั่งมองเห็นว่าถ้อยคำของพระคัมภีร์มีความสำคัญมากกว่าอาหารฝ่ายวัตถุ  ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราก็ไม่สามารเจริญเติบโตต่อการเข้าใจถ้อยคำของพระคัมภีร์ของเรานั้นจำต้องฝึกหัดให้คล่องแคล่ว  เพื่อให้เราสามารถเข้าใจพระคำที่ยากแก่ความเข้าใจในพระคัมภีร์นั้น  ก็เหมือนกับผู้ใหญ่ที่เติบโตเต็มที่สามารถกินอาหารแข็งได้ (ฮร.5:13–14) ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราก็ไม่อาจแข็งแรง

(6)  กระทำให้ผู้เชื่อสำเร็จครบถ้วน (2ตธ.3:16–17)

                การสั่งสอนของพระคัมภีร์สามารถกระทำให้เรามีความอดทน  ได้รับการหนุนใจและมีความหวัง(รม.15:4) ผู้เชื่อมากมายขณะที่ตกอยู่ในสภาวะทุกข์ยากหรือเจ็บป่วยหรือถูกผูกมัดจนกระทั่งทนไม่ได้หรือปวดร้าวใจหมดความหวัง  แต่เนื่องจากได้อ่านพระคัมภีร์ตอนหนึ่งหรือถ้อยคำหนึ่ง  ภายในใจก็บังเกิดกำลังที่จะทนทานได้  และได้รับการประเล้าประโลมใจหรือได้รับความหวังที่เหนือความเข้าใจของมนุษย์  ในพระคัมภีร์ยังได้บันทึกถึงเรื่องราวมากมายที่เป็นการเตือนให้เราได้รับการตักเตือน  ได้รับคำเตือนสติและบังเกิดใจเกรงกลัว  เกรงว่าจะหลงผิดไป (1กธ.10:11)  ดังนั้นในเวลาที่เราได้รับการบังเกิดใหม่แล้วพระคัมภีร์สามารถสั่งสอนเรา  ตักเตือนเราให้เราอยู่ในทำนองคลองธรรม  ให้เราเรียนรู้ถึงความชอบธรรมในทุกอย่าง  กระทำให้เราซึ่งเป็นคนฝ่ายพระเจ้านั้นถึงที่สำเร็จ

3.   ผู้เขียนพระคัมภีร์  สถานที่เขียน  เวลาที่เขียน

(1)  พันธสัญญาเดิม

พันธสัญญาเดิมมีพระคัมภีร์เยเนซิศถึงมาลาคี  รวมแล้วคือ 39 เล่ม สำหรับผู้เขียนนั้นคือ โมเซ  ยะโซฮูอะ ซามูเอล  เอษรา  นะเฮมยา  ดาวิด  อาซาฟ  เฮมาน  เอธาน  พงศ์พันธ์ของโครา  ซะโลโม  อาฆูร  ละมูเอล  ยะซายา  ยิระมะยา ยะเอศเคล ดานิเอล โฮเซอา โยเอล อาโมศ โอบัดยา โยนา มีคา นาฮูม ฮะบาฆูค ซะฟันยา ฮาฆี ซะคาระยา มาลาคี ซึ่งอย่างน้อยมีอยู่ 32 คน

ในท่ามกลางผู้เขียนเหล่านี้มีทั้งนักปราชญ์  นักปกครองและทหาร    มีพวกปุโรหิต  กษัตริย์  ศาสดาพยากรณ์ และยังมีสามัญชน  คนเลี้ยงแกะหรือชาวนา ส่วนใหญ่แล้วเป็นชาวอิสราเอล แต่ก็มีส่วนน้อยที่เป็นชาวต่างชาติ พระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม ได้เขียนในสถานที่ซึ่งเป็นภูเขาซีนายบ้าง ในป่ากันดารบ้าง ในแผ่นดินคะนาอันบ้าง และก็เขียนที่กรุงเยรูซาเล็มบ้าง และยังมีเขียนในต่างประเทศด้วย

(2)  พันธสัญญาใหม่

พระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ตั้งแต่มัดธายถึงวิวรณ์ มีอยู่ 27 เล่ม

กิตติคุณมัดธาย — มัดธายเป็นผู้เขียน เดิมที่เขาเป็นคนเก็บภาษี ซึ่งอยู่ในฐานะที่ต่ำต้อย แต่ได้รับการทรงเรียก เป็นอัครทูตคนหนึ่งใน 12 คน หนังสือกิตติคุณของเขา คาดว่าเขียนในดินแดนยูดาย

กิตติคุณมาระโก — มาระโกเป็นผู้เขียน เขาเป็นสาวกที่ธรรมดาคนหนึ่ง หนังสือกิตติคุณของเขา คาดว่าเขียนที่กรุงโรม

กิตติคุณลูกา— ลูกาเป็นผู้เขียน เขาเป็นนายแพทย์ชาวต่างชาติ  หนังสือกิตติคุณของเขา คาดว่าเขียนในต่างประเทศ

กิตติคุณโยฮัน — โยฮันเป็นผู้เขียน เดิมที่โยฮันเป็นชาวประมงชาวฆาลิลาย ไม่ได้รับการศึกษามากมายนัก  แต่ได้รับการทรงเรียกเป็นอัครทูตคนหนึ่งใน 12  คน  หนังสือกิตติคุณของเขา คาดว่าเขียนในต่างประเทศ

กิจการ — ก็เขียนโดยนายแพทย์ลูกา หนังสือเล่มนี้คาดว่าเขียนในต่างประเทศ

โรม ถึง เฮ็บราย มีอยู่ 14 เล่ม เปาโลเป็นผู้เขียนขึ้น เดิมทีเขาเป็นคนที่ร้อนรนอย่างยิ่ง เพื่อศาสนายูดายคนหนึ่ง และก็เป็นคนที่มีการศึกษาสูงคนหนึ่ง มีความสามารถ มีความเก่งกาจ มีความกระตือรือร้นและมีผลงาน ในตอนแรกเริ่มนั้นก็ได้รับการทรงเรียกเป็นพิเศษให้เป็นอัครทูตไปยังชาวต่างชาติ  หนังสือของเขาล้วนแต่เขียนขึ้นขณะถูกจำคุกในกรุงโรม

ยาโกโบ — ยาโกโบเป็นผู้เขียน  เขาเป็นน้องชายในเนื้อหนังของพระเยซู (ฆต.1:19)  และก็เป็นคริสเตียนที่อยู่ในธรรม  กลายเป็นเสาหลักของคริสตจักร (ฆต.2:9)  แต่ยังคงมีสภาพการณ์เบื้องหลังของศาสนายูดาย  หนังสือของเขาคาดว่าเขียนขึ้นที่กรุงเยรูซาเล็ม

หนังสือ 1 และ 2 เปโตร — เปโตรเป็นผู้เขียน เปโตรก็เป็นชาวประมงในมณฑลฆาลิลายคนหนึ่ง ไม่ได้รับการศึกษามากมายนัก แต่ได้รับการทรงเรียกเป็นอัครทูตคนหนึ่งใน 12 คน หนังสือของเขา คาดว่าเขียนขึ้นที่ต่างประเทศ

หนังสือ 1, 2 และ 3 โยฮัน — ก็เป็นหนังสือที่อัครทูตโยฮันเขียนขึ้น หนังสือทั้งสามเล่มนี้คาดว่าเขียนขึ้นในต่างประเทศ หนังสือยูดา — ยูดาเป็นคนเขียน เขาเป็นน้องชายในเนื้อหนังขององค์พระผู้เป็นเจ้า หนังสือเล่มนี้อาจจะเขียนขึ้นในดินแดนยูดายวิวรณ์ — ท่านอัครทูตโยฮันก็เป็นผู้เขียนขึ้นในต่างประเทศ คงจะเขียนบนเกาะปัตโม

(3)   ช่วงเวลาของการเขียน

หนังสือเล่มแรกๆ ของพันธสัญญาเดิมคือ  หนังสือ 5 เล่มของโมเซ เขียนขึ้นประมาณก่อน คริสตกาล 1, 500 ปี  หนังสือเล่มสุดท้ายของมาลาคีเขียนขึ้นประมาณก่อน คริสตกาล 400 ปี  ดังนั้นหนังสือพระคัมภีร์เดิมทั้ง 39 เล่มต้องใช้เวลาในการเขียน 1, 100 ปีจึงจะเสร็จ    หนังสือพระคัมภีร์ใหม่เล่มแรกคือกิตติคุณมัดธายเขียนขึ้นประมาณค..37 — 40  สำหรับเล่มสุดท้ายคือวิวรณ์เขียนขึ้นประมาณปี 90  ดังนั้นพระคัมภีร์ใหม่ต้องใช้เวลา 50 กว่าปี  จึงเขียนสำเร็จ  เมื่อเป็นเช่นนี้พระคัมภีร์ทั้งเล่มได้เขียนเสร็จสิ้นตั้งแต่เยเนซิศ — วิวรณ์  เมื่อรวมเวลาเขียนทั้งสิ้นประมาณ 1, 500 — 1, 600 ปี

4.   การสำเร็จครบถ้วนของพระคัมภีร์ — การกำหนดชี้ขาดแห่งอิทธิพลของพระคัมภีร์

(1)  พันธสัญญาเดิม

.   หนังสือ 5 เล่มของโมเซ

   ในพันธสัญญาเดิมหนังสือ 5 เล่มที่โมเซเขียน สำหรับชาวยูดาย แล้วต่างยอมรับว่ามาจากพระเจ้า ซึ่งจะต้องมีอิทธิพลอันศักดิ์สิทธิ์อย่างเด็ดขาด เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงเปิดเผยและโมเซเขียนออกมา และเนื่องจากบรรพบุรุษของพวกเขา ได้สืบทอดลงมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ชาวยูดายยังคงถือว่าพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมทั้งหมด ล้วนเป็นมาจากพระเจ้า แต่พวกเขาได้ให้ฐานะพิเศษแก่หนังสือ 5 เล่มของโมเซ        ในธรรมศาลาของชาวยูดายทั่วทั้งโลกนี้อย่างน้อยที่สุดจะต้องมีหนังสือ 5 เล่มของโมเซ  2 ถึง3 ชุดวางอยู่ที่นั่น พวกเขาอาจจะไม่มีพันธสัญญาเดิมเล่มอื่นๆ แต่จะต้องมีหนังสือ 5 เล่มของโมเซ เสมอ

.   หนังสือเล่มอื่นๆ

หนังสือเล่มอื่นๆของพันธสัญญาเดิม เนื่องจากอิทธิพลและคุณค่าของตัวเอง แล้วก็เป็นที่ยอมรับของพลไพร่ของพระเจ้าว่าเป็นมาจากพระเจ้า มีนักเขียนคนหนึ่งกล่าวไว้ได้ดีมาก เขากล่าวว่า ต้นไม้ต้นหนึ่งไม่ต้องตั้งชื่อมัน ขอเพียงมันค่อยเจริญเติบโต  เมื่อมันเกิดดอกออกผล คนทั้งหลายก็จะยอมรับว่านั่นเป็นต้นอะไร  เช่นเดียวกันพระคัมภีร์แต่ละเล่ม  แท้จริงนั้นเป็นมาจากพระเจ้าหรือไม่  ท่านไม่ต้องไปพิสูจน์อะไรมากนัก  ขอเพียงให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์คุณค่าของพระคัมภีร์และอิทธิพลก็จะแสดงออกมาเอง  ถ้อยคำนี้ถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง  หลังจากหนังสือ 5 เล่มชองโมเซแล้ว ในประวัติศาสตร์  พลไพร่ของพระเจ้าผู้ที่ได้รับการดลใจและเขียนหนังสือขึ้น  เขาเหล่านั้นได้เขียนถ้อยคำที่ออกมาจากพระเจ้า  เมื่อผ่านการพิสูจน์ของเวลาอันยาวนาน  ก็เป็นที่ยอมรับของพลไพร่ของพระเจ้าว่าเป็นมาจากพระเจ้า  เนื่องจากมีสิทธิ์อำนาจอยู่ในนั้นจนกระทั่งถึงก่อนคริสตกาล457 ปี  ท่านอาลักษณ์เอษราก็นำเอาหนังสือ 5 เล่มของโมเซและข้อเขียนต่างๆที่ทุกคนยอมรับว่า  เป็นมาจากพระเจ้าและมีอิทธิพล  รวบรวมเข้าไว้กลายเป็นพันธะสัญญาเดิมแต่ละเล่ม (ยกเว้นหนังสือนะเฮ็มยา  และมาลาคี 2  เล่มนี้ในเลานั้นยังไม่ได้เขียนออกมา)  ท่านโจเซฟัส ( Josephus )  ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์ของชาวยูดายและชาวต่างชาติก็ยืนยันถึงเรื่องนี้

หลังจากเอษราแล้วในท่ามกลางชาวยูดาย  มีการประชุมสมัชชาครั้งใหญ่  (GREAT SYNAGOGUE ) ของพวกอาลักษณ์ได้กระทำงานของการรวบรวม  ก่อนคริสตกาล 400 ปีก็สำเร็จ  หนังสือพันธสัญญาเดิมซึ่งพวกเขาได้ยืนยันไว้  ก็เป็นหนังสือแต่ละเล่มดังที่เราทั้งหลายมีในทุกวันนี้   ดังนั้นเมื่อถึงก่อนคริสตกาล 400 ปี  พันธสัญญาเดิมไม่เพียงครบสมบูรณ์เท่านั้นแต่ยังได้ผ่านการยืนยันและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป    ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม  ท้ายที่สุดก่อนคริสตกาล 277 ปี  เมื่อนักปราชญ์ 70 คนได้แปลพันธสัญญาเดิมเป็นภาษากรีก พันธสัญญาเดิมทุกเล่มก็ได้ถูกจัดตั้งไว้แล้ว               

(2)     พันธสัญญาใหม่

.   หนังสือกิตติคุณ

เริ่มแรกที่คริสตจักรประชุมกันนั้น  มักจะอ่านหนังสือกิตติคุณและพันธสัญญาเดิม  ดังนั้นพันธสัญญาเดิม — ใหม่ซึ่งคริสตจักรยอมรับก็คือหนังสือกิตติคุณ  4 เล่ม

.   หนังสือเล่มอื่นๆ

เมื่ออัครสาวกได้ผ่านพ้นไปแล้ว  มีหลายคนแอบอ้างซึ่งเขียนหนังสือก็มีการสับสนปนเปบ้าง  ดังนั้นบรรดาคนที่เป็นผู้นำในคริสตจักรยุคแรกก็คือ  บรรดาคนที่เป็นบาดหลวงก็นำเอาหนังสือที่อัครสาวกที่ได้เขียนขึ้นรวบรวมเข้าไว้ด้วยกันและจัดเข้าเป็นจำพวกกับหนังสือกิตติคุณจนกระทั่งถึงสมัยของโปลิขาบ (POLYCARP )  ก่อนที่เขาจะพลีชีพไม่นาน  คริสตจักรแต่ละท้องถิ่นมีการมองเห็นต่อพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่คล้ายคลึงกัน  นอกเสียจากหนังสือเฮ็บราย ยาโกโบ  1 เปโตร  2 เปโตร  หนังสือ 2 โยฮัน   3 โยฮัน  หนังสือยูดา  และวิวรณ์  หนังสือ 7  เล่มนี้ยังไม่ได้ถูกจัดเข้าไปในพระคัมภีร์  ก็มีการเอาเข้าเอาออก  แต่เนื่องจากหนังสือ 7 เล่มนี้แท้จริงเป็นการเขียนขึ้นของพระวิญญาณ  มีสิทธิอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์อีกทั้งคุณค่า  ดังนั้นเมื่อผ่านกาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ช่วงหนึ่งแล้ว  ภายหลัง ค.. 397 ปีที่ประชุมของคาเธต (CARTHAGE )  ในทวีปอัฟริกาทางตอนเหนือ  ได้มีการประชุมของบรรดาผู้นำคริสตจักรใหญ่ๆ ซึ่งต่างก็ยอมรับว่าหนังสือ 7 เล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่และได้มีการประกาศเป็นทางการว่า  พันธสัญญาใหม่  27 เล่ม  ดังที่เราทั้งหลายมีอยู่ในทุกวันนี้  ดังนั้นเมื่อถึงเวลาหลัง ค.. 397 ปีคือหลังจากสมัชชาประชุมใหม่คาเธตแล้ว  พระคัมภีร์ทั้งหมด  พันธสัญญาใหม่และเก่า  ทั้งสองก็เป็นที่ยอมรับอย่างแน่นอนของพลไพร่ของพระเจ้า

 

สงวนลิขสิทธิ์โดย ห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย

ต้องการซื้อหนังสือติดต่อได้ที่ gbrt@lordsrecoveryinthailand.org 

หรือ โทร. 027465778-9 หรือ โอนค่าหนังสือเข้าบัญชี และแฟกซ์ชื่อผู้สั่งซื้อ, เบอร์โทรศัพท์, ที่อยู่ที่ต้องการให้จัดส่งหนังสือให้กับเรา และ เราจะทำการจัดส่งให้ท่านทันที อีเมล์

ห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย

Gospel Book Room of Thailand

ธนาคาร / Bank

ธนาคารกรุงเทพ / Bangkok Bank

สาขา / Branch

สาขาบางนา / Bangna Branch

บัญชี / Account

บัญชีออมทรัพย์ / Saving Account

ชื่อบัญชี   Account Name

Wasun  Thinsomchaisin

เลขที่บัญชี  Account Number

2400094997

 

 

บทที่   1    พระคัมภีร์

บทที่   2    พระเจ้าตรีเอกภาพ

บทที่   3    การทรงสร้างของพระเจ้า

บทที่   4    ต้นกำเนิดและการขบถของซาตาน

บทที่   5    การตกต่ำของมนุษย์

บทที่   6    คำสัญญาแห่งการไถ่ของพระเจ้า

 

รายชื่อหนังสือทั้งหมด + คำชี้แจง




Praise the Lord !
กลับสู่หน้าแรก / HOME
ศูนย์ฝึกฝนเต็มเวลา คริสเตียน / The Training for Christians
ห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย /พระคัมภีร์ฉบับฟื้นฟู / บทเพลง
RSG
Member
อ่าน! พระคำเพื่อการฟื้นฟูยามเช้า & แบ่งปันประสบการณ์
มอบถวายทรัพย์ / Box Offering
คำพยาน / Testimonies
รวมกระทู้ กระดานถาม-ตอบ / Webboard of Christians
มุมเด็ก / Children
ติดต่อเรา โทร. 02 7465778 - 9
ตารางการอ่านพระคัมภีร์ / Bible Reading Schedule
วอลเปเปอร์พระคำพระเจ้า / Wallpaper
พระคัมภีร์ ฉบับฟื้นฟู / Bible Recovery Version
หนังสือสำหรับคริสเตียน Spiritual Books List
อ่าน! หนังสือบทเรียนชีวิต,เยเนซิศ,การทรงสร้างของพระเจ้า
แบบเรียนหลักความจริง / Truth Lesson
ความลี้ลับแห่งชีวิตมนุษย์
THE MYSTERY OF HUMAN LIFE
人生的奧秘
คริสตจักรท้องถิ่นในประเทศไทย / Churches in Thailand
คริสตจักร: ภาคใต้
ตารางการประชุมพิเศษ & การเคลื่อนไหวของคริสตจักร 2013
หัวข้ออธิษฐาน / Pray
รวมสรุป ฟื้นฟูยามเช้า MP3
The Line of Life in Genesis
About Us
คริสตจักรของท่านมีนามว่าอะไร?
嗎哪
เรื่องเล่าจากพระคัมภีร์ Bible Story
ซีดีเพลงเด็ก Children Songs CD
รวม MP3 ข่าวสารประชุมพิเศษ Church Conferences in Thailand
คู่มือสอนเด็กยุวชน Teaching children manual
中 文
English
Life Study Messages for download:
sms ! the word of God
How to read the words of God
Other Links
รวมเพลงคำขวัญ
หลักความเชื่อและภาคปฏิบัติของ
ค่ายกิตติคุณ / Gospel Trip
รวมเพลงเด็ก

ที่อยู่: 1200/238 หมู่บ้านรังสิยา อุดมสุข58 ถ.สุขุมวิท103 แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260 .
 ADDRESS: 1200/238 UDOMSUK YEAK 58 SUKHUMVIT RD. BANGKOK 10260 THAILAND.
 Tel: (66) 2 7465778 - 9 Fax: (66) 2 7465190
webmaster@lordsrecoveryinthailand.org 
 
Free Hit Counter  
© 2019 All Rights Reserved
Powered by
ThaiWebWizard.com